
บทบันทึกที่เล่าเรื่องราวการเดินทางประชุมในเวทีการประชุมนวัตกรรมการศึกษาระดับโลก ณ มหาวิทยาลัยดุ๊กคุนชาน วันที่ 23 – 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้เขียนเล่าบรรยาการระหว่างการเดินทาง สิ่งเล็กสิ่งน้อย นับแต่ ณ ญาณหรือยานประดิษฐ์ ช้าหรือเร็ว รวดทันใจ เดินชมลำคลองโบราณภายใต้อากาศฉ่ำเย็น ไปต่อกันที่มหาวิทยาลัยด้วยเวทีประชุม ก่อคำถามว่าอนาคตของการเรียนรู้เพื่อเป็นมนุษย์ท่ามกลางปัญญาประดิษฐ์จะเป็นเช่นไร หรือไม่พอ จำเป็นเรียนรู้เป็นธรรมชาติของโลกด้วย ขณะเดินชมมหาวิทยาลัย แล้วเดินทางไปชมสวนเกษตรและชมหนังของเพื่อนที่ได้ฉายครั้งแรกในเมืองจีน “ก้าวแรกของแม่น้ำโขง” ฉายริมฝั่งทะเลสาบหยางเชิง ก่อนไปฟังเสียงขับงิ้วจากหอน้ำปาเฉิง ร่ำลาด้วยคำถาม ปัญญาประดิษฐ์ การว่ายน้ำ การทำอาหารและมิตรภาพ ?
1.ณ ญาณหรือยานประดิษฐ์


มองลอดฟ้าใต้เมฆหนาบาง
จากเชียงใหม่ ผ่านเชียงราย ผ่านน้ำของ ผ่านลาว เข้าคุนหมิง
เรือนปลูกผักดอกไม้สมัยใหม่สะท้อนแสงวาววับ
ลงจากเครื่องมาแจ้งเข้าเมืองโดยการสแกนกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ในเวลาเที่ยงกว่า
แม้นจะเป็นแบบฟอร์มดิจิตอลแต่เราก็กรอกได้ช้า
“ไขว้ๆ”
เจ้าหน้าที่เดินมาแจกแบบฟอร์มกระดาษ
“ไขว้ๆ”
รีบเร่งหน่อยเจ้าหน้าที่ร้องบอกเหมือนพวกเขาจะรีบไปพักเที่ยง
เธอจึงขอหนังสือเดินทางของเราแล้วกรอกแบบฟอร์มกระดาษให้อย่างรวดเร็ว
ประทับตราแล้วเดินออกมาจึ่งเห็นไดโนเสาร์ตัวใหญ่รอต้อนรับเราอยู่
2.เดินชมลำคลองโบราณฉ่ำเย็น






ฝนตกโปรยปราย อากาศเย็นฉ่ำ
เย็นย่ำแท็กซี่น้องชายพาเรามาถึงเรือนคอนโดมีเนียมของเพื่อน ณ ซูโจว
ภาพจำฝุ่นควันและร้อนร้ายจากเมืองเหนือจางหาย
พักกายหลับนอนท่ามกลางอากาศเย็นฉ่ำซึ่งไร้เครื่องปรับอากาศ
ในตอนเช้าอากาศเย็นมากขึ้นเพื่อนจึงหาเสื้อกันหนาวขนแกะให้ตัวหนึ่ง
ก่อนที่เราจะนั่งแท็กซี่น้องชายไปปิงเจียง-ย่านเก่าที่เพื่อนเรานำทางไป
ลงรถแล้วเดินหลุดเข้าไปในซอยซึ่งเพื่อนก็มิเคยเดินเข้าไปเยี่ยมชมมาก่อนเช่นกัน
กำแพงด้านขวาแสดงรูปสถาปัตยภรรมอาคารเก่า
อาคารด้านซ้ายปลูกดอกกุหลาบแดงดอกบานใหญ่โตไว้หน้าอาคาร
เมื่อเข้าไปข้างในเราจึงรู้ว่าสถานที่นี้เป็นอดีตที่ตั้งสาขาอิสระพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองซูโจว
เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมสตรีเล่ออี้ สมาชิกก่อตั้งมี เย่ เทียนตี้, โหว เช่าเผย และจาง เหวินเทียน ในเดือนกันยายน คศ.1925
อันเป็นปีที่ ดร.ซุนยัต เซ็น เสียชีวิตลงในวันที่ 12 มีนาคม
เดินผ่านร้านเล็กๆ ที่แสดงงานศิลปะราวกับแอบซ่อนความลับเอาไว้เช่นเดียวกับเสียงนกในกรง
เดินวกซ้ายวนขวากันอีกสองสามช่วงตึก
ผ่านโรงเรียนผิงจือ ก่อตั้งในปี 1990 โดย หวัง จี้เหยียน
จากนิทรรศการริมกำแพงบันทึกเกียรติประวัติไว้ว่าเป็นโรงเรียนสำคัญของเมืองซูโจวที่สร้างนักปฏิวัติ
เราเดินต่อจนมาถึงลำคลองเก่า เราจึงเลี้ยวซ้ายข้ามถนนมาเลียบลำคลอง
เดินข้ามสะพานเรียบที่แสดงชุดนิทรรศการเส้นทางประวัติศาสตร์เรื่องราวของเฝิง เมิ่งหลง ยอดนักเขียนและขุนนางตัวอย่างในสมัยราชวงค์หมิง ไว้บนฝ้าเพดาน ทั้งถ้อยคำสอนโลกให้สว่างแจ้ง, ถ้อยคำเตือนโลกให้รู้ทั่ว และถ้อยคำปลุกโลกให้ตื่นคงมั่น ชุดสามถ้อยคำคืองานชิ้นเอกของเขา
เราเดินต่อมาชิมกาแฟในร้านซึ่งเพื่อนมาดื่มกาแฟอยู่เป็นประจำแล้วมาร้านอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของเมืองซูโจวในรายการอาหารที่ชื่อ “บะหมี่มันปูและกุ้ง”
หลังจากกินอาหารอิ่มหนำดีแล้ว เราเดินเลาะลำคลองเก่าโบราณที่ยังคงหลงเหลืออยู่มีเรือสินค้าประดับจอดท่าไว้คอยนักท่องเที่ยวลงนั่งถ่ายรูปราวกับได้ย้อนสู่อดีต
เราเลือกเดินต่อไปตามซอกซอยเล็กๆ ก่อนจะมีคนในตรอกเตือนเราว่า “ทางนี้ตัน ไม่มีทางออก”
เราจึงออกมาเดินเลาะตามถนนใหญ่ที่ทอดตัวไปยังคลองโบราณย่านปิงเจียงอันเป็นเขตทอผ้าไหมแต่โบราณมา คลองเหล่านี้เชื่อมระหว่างกวางโจวมายังซูโจวแล้วเชื่อมไปยังไทโจวในมลฑลเจ้อเจียง
ผู้คนต่างถิ่นมาเที่ยวย่านนี้มากมาย บ้างติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่ปิดตัวอาคารเก่าโดยพิมพ์ภาพเก่าให้คนไว้ถ่ายรูปเป็นฉากหลัง ร้านค้า อาหาร เครื่องดื่ม ร้านงานปัก งานทอ จากผ้าไหมจำนวนมากอวดประชันกัน ผู้หญิงพายเรือให้นักท่องเที่ยวนั่งชมคลอง ฟากฝั่งหนึ่งคราคร่ำไปด้วยผู้คน อีกฝากฝั่งเงียบสงบกว่าร้านรวงไม่เยอะ เราจึงเลือกไปเดินฝากนั้น เพื่อนบอกเราว่า ปีที่แล้วเขามาเดินถ่ายรูป ฟากนี้ยังไม่มีร้านรวงอะไรสักอย่างเลย บรรยากาศโดยรวมทำให้ผมนึกเปรียบเทียบบรรยากาศแบบเมืองเก่าอันสงบกับเมืองเก่าเพื่อการค้าของเมืองต้าลี่และเมืองลี่เจียงในช่วงก่อนปี ค.ศ.2000 กับหลังปี ค.ศ. 2000
ก่อนกลับมาเก็บกระเป๋าเดินทางเข้าพัก ณ มหาวิทยาลัยดุ๊ก คุนชาน ผมเห็นต้นไม้ทรงสวยต้นใหญ่จึงขอกอดโอบต้นไม้แห่งซูโจวก่อนจากลา…
3.อนาคตของการเรียนรู้เพื่อเป็นมนุษย์ท่ามกลางปัญญาประดิษฐ์


ฟอรัมการศึกษาระดับโลก งานสัมมนาเชิงนวัตกรรมการศึกษานานาชาติ ปี 2026 มหาวิทยาลัยดุ๊ก คุนชาน หลังจากพิธีเปิดแล้วผู้จัดงานได้จัดห้องเสวนาย่อย 7 คณะ ดังนี้
1)จากการปฏิบัติสู่การประสานงาน : การปลูกฝังความสามารถในการประเมินและการเป็นผู้นำระบบ-การออกแบบคุณค่าของการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหม่ โดยเปลี่ยนวิธีการสอนจากการปฏิบัติงานไปสู่การปลูกฝังการตัดสินใจเชิงประเมิน การประสานงานระบบ และความคล่องตัวเชิงกลยุทธ์ที่จำเป็นในการกำกับดูแลระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ซับซ้อน
2)การทวงคืนการต่อสู้ ส่งเสริม การเรียนรู้เชิงลึก เมื่อทุกคนสามารถลงมือทำได้- สนับสนุนแนวทางการสอนที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยปราศจากปัญญาประดิษฐ์โดยเจตนา ซึ่งใช้ประโยชน์จากการมีอยู่จริงและประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเพื่อปลูกฝังความรู้โดยโดยปริยาย ซึ่งอัลกอริทึมไม่สามารถถ่ายทอดได้
3)วิกฤติแห่งความเชี่ยวชาญ : การทบทวนแนวทางการสอนในยุคของตัวแทนอิสระ-การแก้ไขวิกฤติการณ์แห่งความเชี่ยวชาญด้วยการออกแบบการสอนใหม่ เพื่อฝึกฝนนักศึกษาให้เป็นสถาปนิกและผู้ตรวจสอบกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างเข้มงวด แทนที่จะเป็นเพียงผู้ปฏิบัติงาน
4)นอกเหนือจากตัวเลือกการเข้าร่วมและการไม่เข้าร่วมในขบวนของปัญญาประดิษฐ์ : การเรียนการสอนที่แท้จริง- การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาและพื้นที่ที่สาม ทั้งการจะเข้าใช้เมื่อไหร่ ต้องตอบได้ว่า ทำไมต้องใช้ หรือทำไมไม่ใช้ และจะใช้ด้วยเหตุใดจนสูญเสียพลังในการการคิดของเราเอง การสร้างความรู้ให้ตนเอง การคิดด้วยตนเองจึงเป็นสำคัญ
5)คณะที่ห้าว่าด้วยพลิกโฉมบทบาทของนักการศึกษา-จากผู้ถ่ายทอดความรู้สู่สถาปนิกแห่งการเรียนรู้-เมื่อใดและควรที่ผู้เรียนและผู้สอนจะเปลี่ยนจากการใช้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและสมองไปใช้ปัญญาประดิษฐ์
6)การวิจัยเชิงมนุษย์ศาสตร์และการปฏิบัติสร้างสรรค์เชิงผสมผสานระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์-สำรวจความเป็นลูกผสมระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ผ่านห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต เชิงการแสดงเพื่อทำความเข้าใจว่าการส่งต่อการทำงานแบบร่วมมือและความไม่แน่นอนของเครื่องจักร กำลังกำหนดนิยามใหม่ของการสร้างสรรค์ การประเมิน และการตัดสินเชิงวิพากษ์ในแนวทางปฏิบัติทางมนุษยศาสตร์จะเป็นไปได้อย่างไร
7)ปัญญาประดิษฐ์และความแท้จริง : ชุมชนและความรู้ท้องถิ่น- การเรียนรู้โดยชุมชนเป็นฐานและองค์กรพลเมือง- การสนทนา : การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ทำงานอย่างไร ในยุคแห่งการไกล่เกลี่ยทางอ้อม? โดยอาศัยแนวคิดของการศึกษาที่แท้จริง
ในคณะเสวนาที่เจ็ดซึ่งผมกับเพื่อนร่วมงานจากสถาบันองค์ความรู้ท้องถิ่นโฮงเฮียนแม่น้ำของได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนด้วย พวกเราสำรวจการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานซึ่งครอบคลุมการเรียนรู้จากประสบการณ์ ในฐานะที่เป็นเสาหลักสำคัญในยุคปัญญาประดิษฐ์ด้วยการรวบรวมความคิดเห็นจากหลากหลายมุมมอง รวมถึงนักวิจัยทางวิชาการ ผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า ผู้นำชุมชน (ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมให้การศึกษาที่สำคัญ) และตัวแทนนักเรียน เราร่วมกันสำรวจความรู้ในท้องถิ่น เราร่วมกันพิจารณาว่า การมีส่วนร่วมโดยตรงกับชุมชนนั้นเป็นแหล่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการปลูกฝังความคิดเชิงวิพากษ์ การให้เหตุผลเชิงจริยธรรม ความสามารถระหว่างวัฒนธรรม และความสามารถในการเป็นพลเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
ตัวผมเองยืนยันว่า เราเรียนรู้ข้อมูลการว่ายน้ำจากโลกของปัญญาประดิษฐ์หรือจากโลกดิจิตอลได้ แต่การที่เราในฐานะมนุษย์จะว่ายน้ำได้จริงๆ เราต้องลงไปในแม่น้ำ ไปในสระว่ายน้ำ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงยังเป็นเรื่องสำคัญของเรา อาจารย์วิศวะทางด้านชีวภาพจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ยังย้ำว่า เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากจมูก ลิ้น กายใจ ลงมือกระทำจริงด้วยอารมณ์ ปัญญาของเราเอง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยจากฮ่องกง ย้ำเตือนว่าการนำนักศึกษาลงพื้นที่บริการสังคมจริงๆ มากกว่าการเรียนรู้จากโลกปัญญาประดิษฐ์เป็นสิ่งสำคัญต่อสังคมมนุษย์ นักพัฒนาเอกชนจากยูนนานก็เช่นกันกล่าวย้ำให้เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากชุมชนเป็นสิ่งสำคัญในการเรียนรู้จากโลกความเป็นจริง ผู้ดำเนินรายการอาจารย์มหาวิทยาลัยดุ๊กคุนชาน สรุปสุดท้ายว่า การเรียนรู้ในชุมชนการเรียนรู้ การบริการ การวิจัยที่มีส่วนร่วมหรือโดยทั่วไปการศึกษาจากประสบการณ์ไม่ใช่ส่วนเสริมที่ดี ในยุค AI เราเชื่อว่าเป็นจุดยึดที่ขาดไม่ได้สําหรับการเรียนรู้ที่แท้จริง เพราะ AI สามารถสร้างคําตอบได้ แต่ไม่สามารถอยู่กับชุมชนได้ มันไม่สามารถได้รับความไว้วางใจ มันไม่สามารถรู้สึกถึงน้ำหนักของเรื่องราวในท้องถิ่นที่บอกเล่าแบบตัวต่อตัวได้
4.เดินชมมหาวิทยาลัย




การเสวนาจบลงแล้วเมื่อวาน แต่บทสนทนาของเรากับเพื่อนยังไม่จบลง เราเดินชมมหาวิทยาลัยฯ เราเห็นต้นไม้ที่ไร้รากแก้วปลูกทั่วมหาวิทยาลัยฯ สนามหญ้าสีเขียวอ่อนถูกตัดราบเรียบ อาคารคอนกรีตทึบตามเหลี่ยมมุมใส่กระจกใสครอบคลุมโดยรอบ เล่ากันว่า นกหลายตัวบินมาชนจนตกตาย กระทั่งนักศึกษาและอาจารย์ต้องศึกษาวิจัยพฤติกรรมนกแล้วนำกระดาษขาวจุดเล็กๆ มาติดเป็นแถวเป็นแนวเตือนนกว่านี่เป็นกระจกใสมิใช่อากาศโปร่งของท้องฟ้า ทำให้ช่วยชีวิตนกให้รอดชีวิตได้มาก และนำกระบวนการและเรื่องราวนี้ไปขยายผลศึกษาไปใช้กับอาคารกระจกใสอื่นๆ ซึ่งมีอยู่อีกมากในเมืองจีน
เราเดินออกไปยังประตูข้างของพื้นที่เฟส 1 ตามทางเดินร่มรื่นของต้นเมเปิ้ลจีนไปยังพื้นที่ด้านหลังซึ่งในอดีตคือหมู่บ้านของชาวบ้าน ต่อมาเมื่อมหาวิทยาลัยมาสร้าง ชาวบ้านจึงต้องอพยพไปยังตึกสูงต่างๆ เพื่อนำพื้นที่นี้มาปลูกสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยเฟสสาม ยังมีชาวบ้านปลูกผักทำการเกษตรในพื้นที่เหล่านี้ มีพืชคล้ายต้นผักขี้หูดเหมือนทางเหนือของบ้านเราขึ้นอยู่ทั่วไปเช่นเดียวกับต้นกก ต้นธูป พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามฤดูกาล ทำการเกษตรแบบยกร่อง มีคูน้ำระบายออกไปยังคลองขุดหลายเส้นสายในตลอดปี
เราผ่านพุ่มกอไผ่ชนิดหนึ่งข้างคูคลองของถนน เห็นพุ่มไม้สั่นไหวไม่นาน ชาวบ้านก็แบกลำไผ่เล็กๆ มาทำค้างผัก พบคนเลี้ยงนกบาดเจ็บเอามาเดินเล่น ค่อยป้อนอาหารให้มัน อีกฟากถนนชาวบ้านมาปิกนิกบนเนินดินที่ปลูกหญ้าราบเรียบ พวกเขานั่งทำอาหารปิ้งย่างกินกัน ขัดแย้งกับอีกฟากที่เตรียมขยายโครงการและเขียนป้ายบอกว่า “ ห้ามทำปิ้งย่าง บาร์บีคิว บริเวณนี้”
เราค่อยๆ เดินกันไปคุยกันไป ชมแปลงผักเลียบริมคลองอีกด้าน บางแปลงไม่มีเจ้าของมาดูแลในวันนี้ แต่เขียนป้ายบอกไว้ว่า “หากคุณจะย้ายแปลงผักเหล่านี้ คุณต้องโทรศัพท์บอกหมายเลขXXXX” บางแปลงเป็นชาวบ้านก้มๆ เงยๆ ตักน้ำจากคูข้างๆขึ้นมารด ข้ามพ้นคลองน้ำไปอีกด้านการก่อสร้างอาคารสูงกำลังรุกคืบ เพื่อนเล่าว่า เขาสร้างอาคารได้อย่างรวดเร็วมาก ปีก่อนยังไม่มีอาคารเหล่านี้
เราเดินไปจนถึงถนนเข้ามหาวิทยาลัยอีกเส้นหนึ่ง มีโรงหม้อแปลงไฟฟ้าตั้งอยู่ที่หัวมุม เราจึงเดินเลี้ยวซ้ายวกกลับมาจนถึงสนามกิฬาของมหาวิทยาลัย มีป้ายรณรงค์ให้คนมาเล่นเกมกิฬาเพื่อพักหน้าจอมือถือหรือคอมพิวเตอร์ แล้วมาออกกำลังกายด้วยกัน กิจกรรมนี้เพิ่งผ่านพ้นไป เราผ่านหอพักนักศึกษาแล้วกลับมายังโรงอาหารของมหาวิทยาลัยอีกครั้ง
เพื่อนเล่าให้ฟังว่า พื้นที่โดยรอบของมหาวิทยาลัยน่าจะจัดการเรียนรู้ชุมชนให้นักศึกษาได้ มาเรียนรู้การทำสวนผัก หรือสร้างแปลงผักของนักศึกษาเองก็ได้ ผมเห็นด้วยว่า การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานควรเริ่มจากชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ในเมืองไทยของเราก็เช่นกัน เริ่มต้นกันครั้งแรกด้วยชาวบ้านประชาชนบริจาคที่ดิน แต่พอผ่านไปมหาวิทยาลัยเริ่มตัดขาดจากชุมชนหมู่บ้านโดยรอบเสียเอง ไม่ได้ใช้การเรียนรู้ชุมชนเป็นฐานกับชุมชนใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ให้พัฒนาเรียนรู้ไปด้วยเลย
5.ก้าวแรกของแม่น้ำโขง ฉายริมฝั่งทะเลสาบหยางเชิง



กระแสหมู่บ้านนิเวศและฟาร์มอินทรีย์ในเมืองจีนได้พุ่งแรงขึ้นมากในห้วงเวลานี้ เพื่อนอาจารย์และนักศึกษาได้เล่าให้เราฟังว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่อยากทำงานในเมืองใหญ่ แต่เลือกกลับไปยังชนบท ป่าเขา ทุ่งนา ไปทำเกษตรอินทรีย์ หรือฟื้นฟูวัฒนธรรมชนบทขึ้นมาอีกครั้ง
ฟาร์มเกษตรที่เราได้ไปชมอยู่ใกล้ทะเลสาบหยางเชิง (Yang Cheng) เป็นเขตเลี้ยงปูขึ้นชื่อของคุนชาน บริหารจัดการสวนเกษตรโดยชุมชน เก็บค่าบริการเยี่ยมชมและการใช้สถานที่ มีอาหารพื้นเมืองบริการ ข้าวจี๋พร้อมน้ำเต้าหู้ เสิร์ฟพร้อมซาลาเปาเขียวบนใบไผ่ รสชาติดี คู่ชีวิตของผมเล่าว่า ทำให้คิดถึงรสชาติอาหารในวัยเด็กในครอบครัวเชื้อสายจีนของเธอ
เราเดินชมสวนต้นผีผาหรือปี่แป๋ สวนผัก แล้วมาชมธนาคารเมล็ดพันธุ์ พวกเขาเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้หลากหลายสายพันธุ์ ลานกว้างหน้าอาคารเมล็ดพันธุ์มีกิจกรรมเล่นชักกะเย่อกันของเด็กเล็กพร้อมพ่อแม่ผู้ปกครองลุ้นกันเต็มกำลังอย่างสนุกสนาน ก่อนนำเด็กๆ เข้ามาเรียนรู้จักเมล็ดพันธุ์ต่างๆ
กลับจากธนาคารเมล็ดพันธุ์ เราเดินมายังห้องประชุมเล็กๆ ริมทะเลสาบ เพื่อนอาจารย์ของเรา ฉายหนัง “The Mekong Pace : ก้าวแรกแม่น้ำโขง” ถ่ายทำให้เห็นการเดินทางหนึ่งกิโลเมตรในลุ่มน้ำโขงที่ต่างกัน ทางอากาศ, ทางรถไฟ, ทางเรือ ทางรถ และการเดินเท้า ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก รวดเร็วมากๆ รวดเร็ว ช้าสบาย และช้าเหนื่อยหอบ อย่างไหนที่คุณจะเรียนรู้ได้มากกว่ากัน? หลังจากฉายเสร็จสิ้นเกิดการแลกเปลี่ยนสนทนากันในหลายคำถามของประเด็นปัญหาของแม่น้ำโขง เป็นการฉายหนังเรื่องนี้ครั้งแรกในเมืองจีน หลังจากขออนุญาตจากชุมชนและมหาวิทยาลัยผ่านแล้ว…
6.เสียงขับงิ้วจากหอน้ำปาเฉิง






ตลาดน้ำเมืองเก่าปาเฉิง มีปลาและสัตว์น้ำหลายอย่างวางขายริมถนนใกล้ศาลเจ้าริมคลอง ถัดจากถนนคือคลองโบราณกว้างพอเรือสำเภาใหญ่สองลำแล่นสวนกันได้ อีกฟากคือโรงสีข้าวเก่า โกดังสินค้าเก่า สองฟากฝั่งเชื่อมโดยสะพาน คนตกปลาสองสามคนตกปลาอยู่ฝั่งโกดังสินค้าเก่า นกกินปลายืนรอตะครุบปลาอยู่ริมฝั่งตลาดใกล้ศาลเจ้า เรามาถึงตลาดยามเย็นที่ผู้คนแทบจะเก็บร้านค้ากันหมดแล้ว เราจึงเดินกันมาอีกฟากผ่านอาคารเก่าแก่มายังเมืองเก่าปาเฉิง มีของกินของขายต้อนรับนักท่องเที่ยว เดินเลี้ยวขวาเข้าซอยเล็กๆ ขนาบด้วยร้านค้า ด้านหนึ่งติดริมน้ำ เราเดินจนมาโผล่ที่ลานโล่ง เสียงขับร้องงิ้วเอกลักษณ์ของเมืองปาเฉิงดังมาแต่ไกลๆ พวกเขาร้องร่ำเพลงงิ้วใต้ศาลาริมน้ำ เราเดินผ่าน “หอน้ำ” สะพานโค้งมีหลังคาครอบ แล้วลงมาชมนิทรรศการของกวีนักเขียน นักร้องเพลงงิ้วเก่าโบราณ ผ่านอาคารโรงแรมเก่า และโรงแรมกำลังก่อสร้างใหม่ เราออกมาขึ้นรถแท็กซี่น้องชายไปกินอาหารโต๊ะจีนกันในเมืองคุนชาน แล้วกลับสู่ที่พักของมหาวิทยาลัย


7. ปัญญาประดิษฐ์ การว่ายน้ำ การทำอาหารและมิตรภาพ
บางทีมิตรภาพมิใช่ต้องเดินทางไกลไปสู่เมืองทันสมัยหรือเพียงลิ้มชิมอาหารโต๊ะใหญ่เสมอไป หลายๆ ครั้ง มิตรภาพเริ่มต้นจากในครัวที่เราทำอาหารกินด้วยกันเอง คนหนึ่งทำอาหารจานหนึ่ง อีกคนทำอาหารจานหนึ่ง แล้วมาแลกเปลี่ยนกันกินอาหารร่วมกัน สนทนากันไปทั้งในเรื่องที่เรามีต่างกันและเรามีเหมือนกันเช่นเดียวกับอาหาร มิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ต้องไปไกลถึงภัตตาคารหรู เราอาจะจะรู้รายการอาหาร ส่วนประกอบและการปรุงจากปัญญาประดิษฐ์หรือโลกดิจิตอล แต่การทำอาหารจริงๆ แล้วแลกเปลี่ยนกันชิม แลกเปลี่ยนกันกิน มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ หามีไม่ในโลกของปัญญาประดิษฐ์ เช่นเดียวกันกับที่ เราเรียนรู้วิธีการว่ายน้ำจากทะเลหรือมหาสมุทรดิจิตอล หรือ AI ได้เพียงข้อมูล แต่การว่ายน้ำเป็นจริงๆ เราต้องลงน้ำ ลงแม่น้ำ ลงสระน้ำ หรือลงไปในทะเล มหาสมุทรจริงๆ
หรือคุณคิดว่าไง?
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เมื่อคุณมาเยี่ยมผมที่โฮงเฮียนแม่น้ำของแล้วผมจะทำอาหารให้คุณได้ชิมมันจริงๆ สักเมนู สองเมนู อย่างเมนู “ต้มยำเอไอ” อย่าลืมบอกผมล่วงหน้าว่าคุณจะมา แล้วมิตรภาพของเราก็เริ่มต้นขึ้น…



เขียนโดย ‘รัตน์ คำพร
